แบรนด์อาจเสียลูกค้าอย่างถาวรจากฟีเจอร์ ‘Clear History’ และต้องสู้กันดุเดือดขึ้น

Clear History

ดูเหมือนว่าฟีเจอร์ “Clear History” ที่ Facebook เตรียมปล่อยให้ใช้งานในเร็วๆ นี้ จะส่งผลสะเทือนให้กับวงการ Digital Marketing รุนแรงกว่าที่คาด (อ่านรายละเอียดได้ที่ : https://tinyurl.com/yyozw24o)

โดยเว็บไซต์ AdAge.com ได้เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ฟีเจอร์ดังกล่าวทำให้แบรนด์และนักโฆษณาเกิดความวิตกเกี่ยวกับอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะไม่เพียงจะทำให้การโฆษณากำหนดเป้าหมายและการปิดการขายทำได้ยากขึ้นเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้พวกเขาสูญเสียลูกค้าจำนวนหนึ่งไปอย่างถาวร และไม่มีทางได้พบกันอีก

แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังมีบางส่วนที่เชื่อว่าผลกระทบจะไม่รุนแรงเหมือนที่คิดกันไว้

โดย Phillip Huynh, VP ของ 360i ชี้ว่า แม้การดำเนินการของ Facebook จะเป็นสิ่งที่ไม่น่าดึงดูดและไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง แต่ยังเชื่อว่าผลเอยจะไม่มีอะไรร้ายแรงเหมือนอย่างที่คาดกัน ซึ่งเหมือนกับตอนสหภาพยุโรปประกาศบังคับใช้มาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (GDPR) เมื่อปีที่ผ่านมา ที่ทำให้เกิดความกังวลขึ้นมามากมาย แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้สร้างปัญหาให้กับการโฆษณาทางอินเตอร์เน็ตเหมือนอย่างที่กลัวกัน

อย่างไรก็ตาม ในรายงานได้ชี้ให้เห็นการประเมินของ Facebook ว่า ในอนาคตผู้บริโภคมีแนวโน้มไม่ต้องการให้มีการ Tracking เพื่อกำหนดเป้าหมายโฆษณาในระบบออนไลน์กันอย่างกว้างขวาง โดย David Wehner, CFO ของ Facebook ได้เปิดเผยถึงเรื่องนี้ว่า การบังคับใช้ GDPR ส่งผลให้ผู้บริโภคตื่นตัวและไม่ต้องการถูก Tracking มากขึ้นเรื่อย ๆ และไม่จำกัดอยู่เฉพาะยุโรปเท่านั้น แต่ยังขยายมาถึงสหรัฐอเมริกา และทั่วโลก

ด้าน David Herrmann, เจ้าของร่วม Social Outlier ซึ่งเป็น Social Media Agency ชี้ว่า อุตสาหกรรม e-Commerce เป็นเสมือนกับหนึ่งใน “แพะรับบาป” จากปัญหาที่เกิดขึ้น และเวลานี้ก็ต้องตกอยู่ในสภาพเหมือนถูกโยนลงไปให้รถทับ ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด รวมทั้งเชื่อว่าหากเปิดทางใช้ผู้ใช้ล้างประวัติการเชื่อมต่อเว็บไซต์ภายนอกกับ Facebook ได้ อาจทำให้นักการตลาดหันไปใช้วิธีการกำหนดเป้าหมายการโฆษณาใหม่ ด้วยเทคนิคการขายที่ “ก้าวร้าว” ยิ่งขึ้น เช่น การแข่งขันเพื่อยื่นข้อเสนอพิเศษให้กับลูกค้า เป็นต้น ซึ่งจะทำให้กลายเป็นโฆษณาที่สิ้นเปลืองเอามาก ๆ

ไม่ใช่แค่ Facebook เท่านั้นที่มีการดำเนินการในลักษณะนี้ แต่ในฝั่ง Google ก็มีการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการจัดการแพลตฟอร์มโฆษณาและการ Tracking ผู้ใช้เว็บและแอปพลิเคชัน โดย Google ประกาศว่า จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมข้อมูลของตัวเองได้ โดยเฉพาะบนเว็บเบราว์เซอร์ Chrome Google ที่จะแสดงให้ผู้ใช้เห็นอย่างชัดเจนว่าเว็บไซต์ใดติดแท็กพวกเขาด้วยคุกกี้หรือไฟล์บันทึกรูปแบบการเรียกดู เพื่อให้สามารถสั่งปิดการใช้งานนี้ได้

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จึงเท่ากับนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป แบรนด์ นักการตลาด และนักโฆษณา จำเป็นต้องกลับมาปรับกลยุทธ์การเข้าถึงผู้บริโภคด้วยโฆษณาใหม่

เพราะวิธีการเดิม ๆ อาจไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป ดีไม่ดีอาจทำให้ต้องเผชิญกับจุดจบได้ในอนาคต

Source: adage.com

Related blog Posts

Recommend
  • Facebook
  • Twitter
  • LinkedIN
Share